Wednesday, November 18, 2015

Series review: Transit girls (2015) - Japan - EP 2.

 Transit girls: Episode 2

เรื่องราวของ Yui กับ Sayuri ที่ต้องกลายมาเป็นพี่น้องกัน เมื่อพ่อของเธอและแม่ของเธอแต่งงานใหม่
เงื่อนปมความสับสนที่อยู่ในใจ ทั้งสองต้องช่วยกันคลายมันออกให้ได้

Yui ค่อยค่อยถอนริมฝีปากออกมา ถอยออกมาจ้องหน้า Sayuri ให้ได้รู้ตัว
หลังจากนั้น Sayuri ก็ดึงสติกลับมารีบผลุนหลัง Yui ให้ออกจากห้องไป
เหตุการณ์ชั่ววูบเดียวที่เกิดขึ้น ทำเอา Sayuri กลับมานั่งทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจเธอ


Sayuri ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์บูดเพราะต้องเจอหน้า Yui อีกทั้งๆที่อะไรๆก็ไม่เข้าใจเลยสักอย่าง
บนโต๊ะอาหาร Sayuri ดูเหม่อลอยเซื่องซึม ขณะที่ถูกถามเจ้าตัวเอาแต่เหลือบมอง Yui แบบไม่ให้รู้ตัว
ด้วยความเหม่อ Yui ที่จะตักข้าวให้แต่เจ้าตัวดันจับที่ถ้วยข้าวพร้อมกันพอดี จึงรีบบอกปัดและลุกออกไป

Sayuri และเพื่อนๆกำลังคุยกันเรื่องความรักหลังจาก Aoi ทำถุงยางอนามัยตกกลางโต๊ะ
Sayuri บอกว่าตัวเองยังไม่มีคนที่ชอบ และหวังอยากเจอรักแท้เข้าสักวัน
เพื่อนแซวเรื่องหนุ่มข้างบ้านที่มาคอยรับส่ง Sayuri บอกว่าเป็นเพื่อนกันแค่นั้น
Mirai บอกออกไปว่ามีคนที่แอบชอบ สองคนที่เหลือซักไซร้ จนความแตกว่าเป็น Nao
เพราะดูสายตาที่ Mirai มอง Nao ออก Sayuri รู้สึกอึ้งเล็กน้อยที่ Mirai ชอบ Nao

ทั้งสามคนพ่วงรวมกับ Nao ไปติวหนังสือกันแบบกลุ่มที่บ้าน Sayuri
Yui กลับมาพอดี และบอกเรื่องอาหารเย็นที่สั่งไว้ในครัว
Sayuri รีบบอกว่าจะทำเอง Nao รีบเข้าไปแย่งช่วย Sayuri ทันที
ในครัวนั้น Nao เห็น Sayuri ทำหน้าเซงๆซึมๆ จึงเอาจานรองที่คางและบอกว่าขอซาลาเปาหน่อย
Mirai เห็นทั้งสองหยอกล้อกันสนุกสนานก็ทำหน้าเจื่อน Yui มองตามแอบเก็บเล็กเก็บน้อยอย่างเงียบๆ
Nao ไม่หยุดบีบปากพ่วงคำว่าไส้ถั่วดำ ไส้ถั่วแดง ทำให้ Sayuri ยิ้มและดึงความซึมออกไปเล็กๆ

Aoi ดึง Mirai ให้ชวน Yui คุยเรื่องทำงานเป็นช่างภาพ ทำให้ทั้งสองรู้สึกตื่นเต้น
และเรื่องเจ้านายที่ถูกเหมารวมว่าเป็นแฟนหนุ่มลูกครึ่ง Spain ของ Yui
ด้วยการมาสมทบของ Nao ที่อธิบายรูปพรรณสัณฐานทำให้ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปอีก
Yui พูดไม่ทันน้องๆ จึงไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมทำให้คนในครัวกลับมาหงุดหงิดอีกรอบ

Sayuri เดินมาหน้าประตูห้องทำท่าทีจะเคาะแต่ก็ไม่กล้า จน Yui อาบน้ำชั้นล่างเสร็จขึ้นมาเจอพอดี
Yui เปิดประตูนำและเชิญ Sayuri เข้าห้อง โดยที่ตัวเองก็ต้องแต่งตัวในห้องนั้นเหมือนกัน
Sayuri ทำตัวไม่ถูกได้แต่เหลือบมองแผ่นหลังคนข้างหน้าเป็นระยะ

Yui แต่งตัวเสร็จก็เปิดฉากถามเรื่องที่ทำให้ Sayuri มายืนจ้องประตูห้องเธอได้
Sayuri อยากไขข้อข้องใจกับเหตุการณ์เมื่อวาน ถาม Yui ว่าคิดยังไงกับเรื่องเมื่อวาน
Yui ตอบแค่ เอ๋? Sayuri พูดต่อ เธอทำอย่างนี้กับทุกคนเลยหรอ!? เธอมีแฟนแล้วนะ! เธอนี่เหลือเชื่อเลย
Yui ทำท่าจะอธิบายแต่ก็ไม่ทัน Sayuri พูดกระแทกใส่หน้า Yui เธอนี่เลวร้ายที่สุด! และเดินหนีไป

หลังจากถ่ายงานเสร็จ Ryutaro ชวน Yui คุยเรื่องครอบครัวใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้าไป
Yui บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร แม่และเธอมีความสุขดีที่บ้านใหม่ทุกคนเป็นคนดีและน่ารักมาก
Ryutaro ถามถึง Sayuri เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักดี ถึงแม้จะยังไม่ค่อยคุยกับ Yui
Yui รีบแก้ให้ว่าเริ่มคุยกันบ้างแล้ว และชมว่าเด็กคนนั้นน่ะน่ารักจริงๆด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มให้ฟัง

Nao แวะมาหาทั้งสามคนที่โต๊ะ สองคนทำท่าจะลุกไปเพื่อให้ Mirai ได้อยู่กับ Nao
Mirai รีบให้ดูโจทย์และวิธีทำ แต่ Nao บอกทำไม่ได้เหมือนกัน
Sayuri แซวว่าไร้ประโยชน์ Nao จะหยิกแก้มแต่ Sayuri หลบทันไม่อยากให้เข้าใจผิด
Nao จึงชวน Sayuri หาข้าวกินและเดินกลับบ้านด้วยกัน Sayuri ปฎิเสธ 
แต่ Nao รบเร้าและบอกว่าไปกินเจ้าเดิมที่เพิ่งไปกินด้วยกันสองคนมาไง คว้ากระเป๋าของเธอเดินนำไป
ปล่อยให้ Sayuri โดน Aoi และ Mirai แสดงความไม่พอใจอยู่ต่อหน้า

Sayuri กลับถึงบ้านก็หมกตัวอยู่ในห้องปิดไฟมืด ด้วยความเป็นห่วงจะชวนกินข้าว Yui จึงเปิดไฟเข้ามาดู
เจ้าของห้องรีบลุกขึ้นนั่ง Yui นั่งตาม เจ้าของห้องจึงกระเถิบตัวออกห่างเล็กน้อย

Yui ถามว่าเป็นอะไร ทะเลาะกับเพื่อนหรอ แล้วก็เปิดด้วยรู้ว่า Mirai ชอบ Nao คงทำให้เป็นปัญหา
Sayuri ทำท่าลังเลจะตอบ Yui จึงหยิกแก้ม Sayuri แล้วบอกว่าทำเลียนแบบ Nao
Sayuri บอกให้หยุดทำ Yui ไม่ยอมหยุดและบังคับให้พูดออกมา
สุดท้ายก็บอกออกไปว่ากลุ้มใจหลายเรื่อง ทั้งเรื่อง Nao เพราะด้วยความสนิทกัน
จริงจริง Yui พอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดด้วยท่าทีของ Mirai ที่มีต่อ Nao และ Nao มีต่อ Sayuri
Sayuri อธิบายเพิ่มว่า Sayuri กับ Nao เป็นกันมาตั้งแต่เด็ก บ้านก็อยู่ใกล้กันเลยสนิทกันมาก
จะให้ห่างเหินกันตอนนี้ก็แปลก และเธอก็อยากให้ Nao ได้เดทกับ Marai เหมือนกัน
Yui เลยปล่อยระเบิดไว้ว่า Marai เป็นคนยังไง แล้วเป็นคนไม่มีเหตุผลหรอ 

พอ Sayuri ยิ้มได้แล้ว Yui ที่ทิ้งคำตอบไว้ให้ทำท่าจะเดินออกไป Sayuri จึงเรียกเข้าไว้ก่อน
Sayuri ถามว่า เธอทำแบบนี้กับทุกคนเลยหรอ? จูบน่ะ? 
ถึงแม้ว่าเธอจะมีแฟนแล้วน่ะนะ? เธอก็ยังอยากจูบคนอื่นอีกหรอ?
Yui ตอบกลับตอนนี้เธอไม่มีแฟน Sayuri ถามต่อ เธอเคยจูบผู้หญิงด้วยหรอ?
Yui ตอบว่านั่นเป็นครั้งแรก และก็ไม่ได้ล้อเธอเล่น ถ้าทำให้รู้สึกไม่สบายใจก็ต้องขอโทษด้วย

Yui ต้องการจะเดินออกไปจริงจริง แต่ Sayuri ยังรั้งไว้ด้วยคำถามต่อเนื่อง 
Sayuri ถามว่าเธอชอบทั้งสองเลยหรอ? ทั้งผู้ชายและผู้หญิง? Yui ตอบว่าไม่รู้
Sayuri พูดต่อ เธอไม่รู้หรอ? เคยออกเดทกับผู้หญิงมาก่อนมั๊ย?
Yui ส่ายหน้า Sayuri ถามต่อ เคยเดทแต่กับผู้ชาย? Yui พยักหน้ารับ

Yui อธิบายต่อว่า เธอเคยปิดตายหัวใจไปแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้น
ขอโทษนะ...ไม่รู้จะอธิบายยังไง ไม่เข้าใจแบบนั้นเหมือนกัน
แต่มีสิ่งที่ชัดเจนคืออยากรู้จักและเรียนรู้ Sayuri ให้มากขึ้น ตั้งแต่แรกเห็นก็อยากแตะต้องตัวเธอ
บางที...ฉันอาจจะชอบเธอเข้าแล้ว

ติดตามต่อได้ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ตอนที่ 3 น่าจะกุ๊กกิ๊กและเผยใจกันมากขึ้น เพราะทั้งหมดมี 8 ตอนจ้า
ขอรีวิวมินิซีรีย์เรื่องนี้เพียงเท่านี้ เพราะหลาบๆเวบในไทยเริ่มลงเผยแพร่กันแล้ว 
ขอให้ช่วยสนับสนุน Yui-chan และ Sayuri-chan กันต่อด้วยนะค้า

Movie Review: Gayby baby (2015) - Australia

Movie Review: Gayby baby (2015)

ออสเตรเลียเป็นทั้งประเทศและทวีปไปในตัว ทั้งใหญ่และกว้างไกล
การเมืองและการปกครองมักมุ่งเน้นในการบริหารจัดการทรัพยากรเป็นส่วนมาก 
ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกอนุรักษ์อย่างหนักหน่วง ทั้งพืชพันธ์ุพื้นเมืองเอย สัตว์เอย
รวมถึงทรัพยากรมนุษย์ที่ถูกตีวงจำกัด เพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพมากที่สุด

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานโยบายที่พรรคการเมืองชูขึ้นมานั้นล้วนแต่ตีวงความเป็นครอบครัว
พรรคอนุรักษ์นิยมได้คะแนนอย่างล้นหลาม ถึงขั้นมีกฏหมายห้ามคนเพศเดียวกันแต่งงาน
จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นนั่นคือการก้าวเข้าสู่ยุค "Gayby boom" 
หมายความว่ามีเด็กที่เกิดจากครอบครัวที่รักเพศเดียวกันเป็นจำนวนมากในออสเตรเลีย
แต่ในทางกลับกันกฏหมายครอบครัวและสิทธิพลเมืองกลับไม่ล้อต่อทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่

Gayby Baby เป็นภาพยนต์แนวสารคดีที่ถ่ายทำจากเรื่องจริงไม่มีบทพูดไม่มีสคริปต์และการกำกับ
โดยติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก 4 คน และทั้ง 4 อยู่ในครอบครัวที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไป

Ebony เด็กสาววัย 12 ขวบ เข้มแข็งแต่ไม่ชอบแสดงออกต่อหน้าสาธารณะชน
มีแม่ 2 คนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและมีเธอ น้องชายและน้องสาวคนเล็กอีกคน
ครอบครัวเธอไม่ได้ร่ำรวยเพราะมีแม่ทำงานแค่คนเดียว ส่วนแม่อีกคนต้องดูแลน้องเล็กที่มีอาการลมชัก
แม่แม่ของเธออยากให้เธอได้เข้าโรงเรียนที่นิวทาวน์ เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ดีขึ้น
ความกดดันเกิดขึ้นกับเธอ ทั้งเรื่องฐานะ เรื่องครอบครัว และเรื่องสังคม
คนที่นี่แปลกใจเมื่อเธอแนะนำให้รู้จักกับครอบครัวของเธอ ทำไมเธอจะไม่อยากย้ายไปล่ะ
เพียงแต่เธอไม่มั่นใจในเรื่องการสอบเข้าเรียนต่อของเธอต่างหาก

Gus หนุ่มน้อยวัยที่ชอบความท้าทายและการออกแรง อยู่ในครอบครัวแม่ 2 คนกับน้องสาวอีกคนนึง
Gus หลงไหลและคลั่งไคล้การเล่นมวยปล้ำมากและไม่ชอบทำอย่างอื่นอีกเลย
ทั้งยามเล่น ยามกินและยามนอน ในหัวของเขามีแต่เรื่องมวยปล้ำ และนักมวยปล้ำชายในวงการ
วันหนึ่ง Gus เกิดตั้งคำถามกับตัวเองว่าความเป็นผู้ชายคืออะไร และเป็นอย่างไร
คำตอบที่ได้จากแม่ทั้ง 2 คนคือการให้ Gus เรียน Piano และความคิดแง่ลบต่อมวยปล้ำ
ตัวของ Gus เองเมื่อได้คำตอบที่ไม่พึงพอใจ เขาจึงต้องค้นหาด้วยตนเอง

Graham เด็กชายอายุ 9 ปีฉลาดแสนกล ถูกรับเลี้ยงด้วยครอบครัวชาย 2 คนและกำลังย้ายไปฟิจิ
พ่อทั้งสองคนไม่ใช่พ่อแท้แท้ของ Graham พวกเขารับ Graham มาตอนอายุ 5 ขวบ
ปัญหาคือ Graham พูดไม่ได้ในวัยนั้น ปัญหาต่อมาเมื่อโตขึ้นคือ Graham อ่านและเขียนหนังสือไม่คล่อง
อีกทั้งสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ทำให้การโกหก กลายเป็นเส้นบางบางระหว่าง สีขาวกับสีดำ ดีและไม่ดี

Matt เด็กหนุ่มวัย 12 ปี มีเหตุและมีผล ไม่เชื่ออะไรต่อมิอะไรง่ายดาย นอกจากต้องมีข้อมูลเพิ่มขึ้น
Matt เกิดจากพ่อและแม่ของเขาแต่งงานกัน แต่ทั้งสองหย่าขาดจากกัน และต่อมาแม่ของเขามีแฟนใหม่
แฟนใหม่ของแม่ซึ่งเป็นผู้หญิงที่รักเขาอย่างที่เขาคาดไม่ถึงว่าคนที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันจะรักได้
ความรักที่เขาได้รับจากคนทั้งสอง คนที่ถูกคนในโบสถ์พูดว่ากำลังทำบาปอยู่ด้วยตัวหนังสือในไบเบิล
คำถามจึงเกิดขึ้นว่าทำไมถึงยังเชื่อและศรัทธาต่อพระเจ้าและหนังสือเล่มนั้นอยู่

โดยส่วนตัวมีโอกาสได้ดู Gayby Baby รอบแรกที่ฉายในไทย ซึ่งคือก่อนหน้ารีวิวเพียง 2 ชั่วโมง
หนังสารคดีเรื่องนี้ถูกจั่วหัวด้วยคำว่า Gay ซึ่งโดยธรรมชาติของคนมักจะโฟกัสที่คำนี้และตัดสินทันที
แต่เดี๋ยวก่อน รับรองว่าไม่ได้ทำมาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน
หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียง เกย์ เกย์ เกย์ และเกย์จ๋า

ทุกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันคือการรับมือและการแก้ไขปัญหา นั่นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเลี้ยงดู
เราจะเห็นถึงวิธีการเลี้ยงดู และการให้เหตุผล รวมถึงวัฒนธรรมในสังคมออสเตรเลียอีกด้วย
สังคมฝรั่งเปิดกว้าง เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออก นี่คือสิ่งที่เราฝังหัวกันไว้
เรื่องนี้จะทำให้เห็นว่าฝรั่งไม่ได้เปิดกว้างเสมอไป และความกล้าก็ถูกจำกัดขอบเขตด้วยเหตุและผล

นั่นเป็นสิ่งที่เราอยากแนะนำคนที่กำลังจะมีเบบี๋ กำลังมีเบบี๋ กระทั่งเบบี๋โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็ตาม
มาเรียนรู้และทำความเข้าใจวิธีเลี้ยงลูกอย่างมีเหตุมีผลกันเถอะ
ทำอย่างไรให้ลูกรักในสิ่งที่คุณเป็น คุณอาจเป็นคนเจ้าระเบียบ โมโหร้ายหรืออะไรต่างๆ
และทำอย่างไรให้คุณกำลังรู้ตัวว่าคุณเป็นอะไรอยู่ สำคัญมากนะเรื่องรู้จักตนเองก่อนสอนคนอื่น

ความเท่าเทียมในสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อาจจะเป็นมายาคติของใครบางคน
เริ่มจากความอคติของตนเองก่อนเลย คำพูดที่ว่า เรากำลังสนับสนุนให้เด็กมีครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์หรอ
หรือแม้กระทั่งเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยขาดพ่อหรือแม่อย่างใดอย่างหนึ่งจะเป็นการทำร้ายเด็ก
นั่นไม่จริงหรอก เพราะบางครั้งเด็กก็มีความคิดที่ดีกว่าผู้ใหญ่ Matt ได้กล่าวไว้

ความน่าสนใจนอกจากตัวหนังที่ทำได้ครบรส ซึ่งทำให้เราหัวเราะลำ ยิ้มและน้ำตารื้นลำพัง
โดยพอน้ำตาจะร่วงทีไรต้องรีบเงยหน้าให้มันไหลกลับเข้าไป เพราะต้องยิ้มและหัวเราะต่อทันที
หนังเป็นโทนสว่าง ภาพสีจริงตัดสลับได้สวย เรียบง่ายไม่กระตุกให้เสียอารมณ์
เพลงประกอบเร้าอารมณ์ทุกช่วง ส่วนใหญ่เร้าด้านบวก เร้าให้มุ่งมั่น รื่นหูดี
 เกล็ดน่ารู้คือผู้กำกับสารคดีเรื่องนี้คือ Maya Newell เธอถูกเลี้ยงดูด้วยครอบครัวแม่แม่เช่นกัน
เธอจึงเผยแพร่และนำเสนอให้เห็นในทุกมุมมองและทุกด้านเพื่อให้หลุดพ้นจากการล้อมกรอบคำว่าเกย์
เพราะคนที่ทำให้คุณเป็นคุณต่างหากคือครอบครัวของคุณ คำพูดสั้นๆของ Ebone

เริ่มฉาย พฤหัสที่ 26 พฤศจิกายน ถึง 2 ธันวาคม
SFW ที่ Central World กรุงเทพและ SFX Maya เชียงใหม่ เช็ครอบฉายได้ตามเวบไซด์ค่ะ


Wednesday, November 11, 2015

Series review: Transit girls (2015) - Japan - EP 1

Series review: Transit girls (2015)

มินิซีรีย์แนว Lesbian เรื่องแรกบนสถานี Fuji TV ของญี่ปุ่น หลายเวบไซด์จั่วหัวซีรีย์เรื่องนี้ไว้หลายสำนัก
Transit girls มีทั้งหมด 8 ตอน และได้ฉายพรีเมียร์ไปแล้ว 1 ตอน ในวันที่ 7/11/2015 ที่ผ่านมา

ตอนแรกเปิดเรื่องด้วย Yui ช่างภาพสาวที่กำลังง่วนตระเวนถ่ายรอบเมืองที่เธอต้องอยู่จากนี้เป็นต้นไป
ขณะที่ถ่ายไปเรื่อยๆนั้น เธอพบกับ Sayuri อยู่บนเฟรมกล้องเลนส์มือหมุนของเธอ

Sayuri สาวน้อยนักเรียนชั้นมัธยม ลูกติดพ่อกำลังขอพรที่ศาลเจ้าทางผ่านไปโรงเรียน
เธอถูกบันทึกไปในเมมโมรี่ของกล้อง และความทรงจำของบางคนโดยไม่รู้ตัว
Yui อ่านแผ่นไม้ที่เด็กสาวเมื่อครู่เขียนลงไปว่า "ขอให้ฉันได้เจอรักแท้"

Keigo พ่อของ Sayuri หาทางบอกสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวของเธอ 
การมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว 2 คนคือข่าวร้ายสำหรับ Sayuri
เธอไม่ต้องการให้ใครมาแทนที่แม่ของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่สนใจว่าพ่อของเธอจะรู้สึกอย่างไร

จนถึงวันที่สมาชิกใหม่ทั้งสองคนย้ายเข้ามาใต้ชายคาเดียวกับเธอ 
Sayuri รู้สึกตกใจแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อถูกเรียกลงมาพบกับคนแปลกหน้าสองคน
Madoka แฟนใหม่ของพ่อเธอ และพี่สาวลูกติดที่แก่กว่า 3 ปี 
Sayuri รีบเดินหนีไปเพราะยังรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหัน

หลังจากนั้น Sayuri ก็ใช้ชีวิตตามประสาของเธอ ไปโรงเรียนและทำตัวให้ยุ่งยุ่ง
เรียนพิเศษกับรุ่นพี่ Nao และเพื่อนผู้หญิงในกลุ่ม Aoi และ Mirai ซึ่งแอบชอบ Nao อยู่เงียบๆ 
หลังเลิกเรียนพิเศษ Sayuri ขอตัวกลับกับหนุ่มที่มาคอย โดยมี Nao มองตามหลังไป
ทั้งสองคนแวะมานั่งเล่นที่บ้าน ขณะที่เล่น Instagram เพลินนั้น 
มือได้เลื่อนไปหยุดที่รูปผู้หญิงสองคนจูบกัน Sayuri กดที่รูปหัวใจ 
เด็กหนุ่มคนนั้นเห็นจึงขอจูบเธอ เธอพยายามห้ามอย่างเต็มที่
ประกอบกับ Yui กลับจากข้างนอกเข้าบ้านมาที่ห้องนั่งเล่น ช่วยห้ามฉากนั้นได้อย่างดี

Sayuri ดูเงียบๆซึมๆไปทำให้ Nao รู้สึกเป็นห่วง จึงหาทางชวนคุยแต่ Sayuri ก็ไม่เปิดใจสักที
จน Nao กระชากแขน Sayuri ด้วยความเป็นห่วง เพื่อรั้งไว้ให้ได้คุยกัน
Sayuri ยอมเปิดใจกับ Nao เล่าเรื่องครอบครัวใหม่และพี่สาวไม่แท้คนใหม่กับความกังวลในใจของเธอ

Nao เดินมาส่ง Sayuri ถึงหน้าบ้านและเจอ Yui กำลังขนของลงจากรถของ Ryutaro หัวหน้าของ Yui
Sayuri รีบเดินหนีเข้าบ้านไป โดยที่บรรยากาศรอบตัวระหว่าง Sayuri และ Yui ยังคงตึงเครียดอยู่ 


Sayuri ไม่ชอบที่ Yui อยู่รอบๆตัวเธอภายในบ้านของเธอเอง
ผิดกับ Yui พี่สาวไม่แท้คนใหม่ของ Yui ที่พยายามทำความรู้จักและอยากสนิทสนมกันให้มากว่านี้
Yui พยายามคุยกับ Sayuri เรื่องความไม่ชอบใจที่พ่อและแม่ของเธอแต่งงานกันใหม่
Sayuri สวนกลับ เธอไม่อยากได้พี่สาว และอย่าทำเหมือนรู้จักตัวเธอดีขนาดนั้น
Yui ตอบกลับไปว่า แต่ฉันไม่ได้เกลียดที่ต้องอยู่กับเธอ
Sayuri ไม่พอใจที่ถูกบุกเข้ามาในความเป็นส่วนตัวของเธอ ทั้งภายในห้องและภายในใจเธอ
เธอต่อต้าน Yui อย่างหนัก ไม่ต้องการให้ยุ่งกับสิ่งของและความรู้สึกของเธอ

Yui ถูกน้องสาวคนใหม่ผลักไสให้ออกไปจากห้อง เพราะไม่ต้องการให้เธอเข้าใกล้
ขณะที่ Sayuri เปิดประตูห้องเพื่อไล่เธอออกไป Yui หยุดยืดอยู่หน้าประตู
พี่สาวไม่แท้คนใหม่เอื้อมมือไปที่หน้าของน้องสาวไม่แท้คนใหม่ และใช้ปลายนิ้วโป้งไล้ริมฝีปากบน

และทันใดนั้น ฉากที่เราเดาได้และตั้งตารอแบบจิกหมอนก็เกิดขึ้น
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!
Yui จูบ Sayuri เบาบางประกบริมฝีปาก 
สายตาของ Sayuri ส่งเสียงระคนกันไปทั้งต่อต้าน มึนงง สับสน ไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

จบตอนที่ 1 ติดตามต่อได้ในตอนถัดไป
Transit girls ฉายทุกวันเสาร์เวลา 23.40 - 00.05 ทางช่อง Fuji TV ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น
เวบไซต์หลักของทางสถานี http://www.fujitv.co.jp/transitgirls/index.html

โดยส่วนตัวชอบคาแรคเตอร์ของ Yui นิ่งๆ เงียบๆ หุ่นนางแบบ สูงขายาว คูลๆ แล้วก็ชอบถ่ายรูป
แสดงโดย Yui Sakuma เทใจให้คนนี้หมดตัวเลย เสียงเพราะ น่ารักมาก
ส่วน Sayuri ด้วยความที่คาแรคเตอร์เป็นเด็กมัธยมก็ยังคงดื้อรั้น และสนใจแต่ความรู้สึกตนเอง
รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังเกาะกินหัวใจเธออยู่ แสดงโดย Sairi Ito 
แต่ Sairi Ito แสดงให้ Sayuri ดูอายุมากกว่าคาแรคเตอร์เสียอีก ดูเหมือนรุ่นเดียวกับ Yui คืออายุ 21 ปี
แต่โดยรวมถือว่าสนุก และให้ความรู้สึกโรแมนติคอยู่บ้าง ถึงแม้จะดราม่าเสียเยอะ
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการเกลียดขี้หน้าของน้องสาว
กับพี่สาวที่ตกหลุมรักน้องสาวตั้งแต่แรกเห็น โดยที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันนั้น
ถึงแม้จะขัดกับกฎหมายและศีลธรรมอยู่บ้างในความเป็นผู้หญิงทั้งคู่และการเป็นลูกเลี้ยงอีกด้วย
นำโดยภาพโปรโมทเรื่อง Transit girls ระหว่าง Sayuri และ Yui เปลือยอยู่บนเตียงเดียวกัน
ถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มและปลายจมูกของทั้งคู่หยอกเย้าชนกัน

ถือเป็นความท้าทายใหม่ในการนำเสนอประเด็นความหลากหลายทางเพศด้วยทางสื่อของญี่ปุ่น
แต่นับว่าสอดคล้องกับใบรับรองคู่ชีวิตที่เริ่มใช้ใน Tokyo เพื่อรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกันได้อย่างทันสมัย
เรายังคงติดตามความก้าวหน้าต่อไปสำหรับ Asia และทวีปอื่นๆ ในเรื่องความหลากหลายทางเพศ
ว่าจะก้าวไกลและทำให้มนุษยชาติดำรงอยู่อย่างมีความสุขกันไปในทิศทางไหน



Saturday, October 3, 2015

Series review: Hormones season 2 (2014) - Koi and Dow -Thailand

Series review: Hormones season 2 (2014) - Koi and Dow


ดาว เด็กสาวโลกบวก ผู้เป็นที่รักดั่งไข่ในหินของพ่อแม่ อยู่ในโอวาทกฎระเบียบทั้งในและนอกบ้าน
ก้อย สาวน้อยที่พกพาเอาความสดใสร่าเริง เชี่อมั่นในตนเอง อบอุ่นและอ่อนโยน


ทั้งคู่เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันอยู่ชั้นม.5 สองสาวสนิทกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันและเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น
จนกระทั่งความสนิทที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ทั้งคู่ถูกจับมาเป็นคู่จิ้นด้วยความบังเอิญของเพื่อนในกลุ่ม
ทั้งสองเล่นกันไปเล่นกันมาจนความรู้สึกเกินและล้นกว่าคำว่าเพื่อน ก้อยเป็นฝ่ายเริ่มรู้ตัวเองก่อน
ดาวถึงแม้จะรู้ตัวเองทีหลังเพราะเจอหน้าโจทย์เก่า one night stand แบบไม่ได้ยินยอมก็ตาม


ทั้งสองรับรู้ถึงความรู้สึกระหว่างกันและกันตลอดมา จนกระทั่งดิวเพื่อนในกลุ่มเกินอาการหมั่นไส้หนัก
ที่แม่ของดาวซึ่งเป็นประธานผู้ปกครองเข้ามามีบทบาททำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
โดยการสั่งห้ามดูซีรีย์ รักจัดหนัก เนื่องจากมีเนื้อหาล่อแหลม ในความเป็นวัยรุ่น
กฎระเบียบในโรงเรียนก็เป็นที่น่าอึดอัดพอแ้ว นี่ยังตามาหลอนถึงในบ้านอีก ดิวจึงไม่ยอมอีกต่อไป
หันไปเล่นงานดาวเพื่อหาทางออกให้ความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้น จนลืมไปว่าเคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน



ดิวแฉภาพลับระหว่างดาวกับก้อยจูบกัน โดยทำเป็นใบปลิวแจกปลิวว่อนทั่วโรงเรียนให้ทุกคนได้รับรู้
เป็นไปตามคาด ดาวโมโหหนักมากจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ และเป็นไปตามระเบียบที่ต้องเชิญผู้ปกครองมา
ความที่ดาวไม่อยากให้แม่รู้ว่าตนเองรักก้อยแบบคนรัก เพราะกลัวแม่จะรับไม่ได้ ดาวจึงปฎิเสธทุกสิ่ง
ความรู้สึกทั้งหมดถูกซ่อนไว้ในใจ คำพูดจากปากที่หลุดออกมาจึงทำเพื่อป้องกันตนเองกับแม่
ไม่อยากให้ใครรู้ และไม่อยากให้แม่ผิดหวัง ความกลัวเข้าเล่นงานดาวอย่างหนัก
ผิดกับก้อย ความเสียใจและผิดหวังถาโถมเข้าใส่เธออย่างหนัก จากคำพูดของคนรัก
ที่ว่า ดาวไม่ได้ชอบผู้หญิง คำนี้เจ็บจุกก้อยจนเธอต้องรีบเดินหนีไป ไม่ต้องการมองหน้าคนรักของเธออีก


ดาวพยายามง้อก้อยอยู่ตลอด ทั้งตอนที่มีโอกาสอยู่สองต่อสอง และเวลาอื่นๆ
แต่ไม่เป็นผลจนวันหนึ่งก้อยตัดสินใจคบกับเด็กผู้ชายห้องหก มาดเสเพล
และตัดจบไปที่ภาพของก้อยกับผู้ชายคนนั้นจับมือดูคอนเสิร์ตปัจฉิมนิเทศด้วยกัน
โดยมีดาวเฝ้ามองเงียบๆผ่านดวงตาเศร้าสร้อยคู่นั้น


พล็อตย่อๆของคู่ดาวก้อยในซีซั่น 2 ถึงจะมีน้อยนิดแต่ทุกฉากสะเทือนอารมณ์ตลอดเวลาที่คู่นี้ออกมา
จุดพีคคือนี่เป็นซีรีย์ไทยเรื่องแรกที่มีฉากจูบระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง ที่ทำออกมานุ่มนวลมีที่มาที่ไป
ไม่ได้ทำเพื่อล้อเลียน เป็นปมด้อยหรือสื่อสารไปในทางแง่ลบแต่อย่างใด
แต่จากคำโปรยระหว่างออกอากาศที่ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนในฉากจูบกันนั้น
และอีกที่ว่า เป็นสถานการณ์เฉพาะบุคคลผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่เยาวชน ในฉากจูบอีกเช่นกัน
อันเนื่องมาจากวิจารณญาณของผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองไทย ทำให้ต้องมีคำเหล่านี้ขึ้นมา
ส่วนตัวผู้หญิงจูบกันไม่มีอะไรม่เหมาะสมค่ะ การจูบไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสื่อมทรามลามกใดใด
การให้คำจำกัดความไปในทางลบของจูบว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับภาพผู้หญิงจูบผู้หญิง
แล้วในขณะที่ภาพผู้ชายจูบผู้หญิงกลับไม่มีคำโปรยเหล่านี้ขึ้น
ไม่ทราบเหมือนกันว่าการตีความหมายยังพอมีความน่าเชื่อถืออีกหรือไม่
การสร้างความเข้าใจในสังคม บางครั้งเกิดขึ้นจากสื่อบันเทิงซึ่งสะท้อนแนวคิดของคนในปัจจุบัน
หากไม่รีบสร้างความเข้าใจในความหลากหลายของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมตนเอง
แล้วจะมีอะไรอีกที่ควรทำเพื่อพัฒนาสังคมของเราให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติมากขึ้น
การเอาเท้ากลบๆเขี่ยๆ แล้วยัดคำว่าเลวร้ายใส่ความแตกต่างไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ฉลาดเอาเสียเลย
ความแตกต่างนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดีหรอก ถ้าเราไม่เปิดใจดู
สุดท้าย เลสเบี้ยนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแผกหรือแตกต่างไปในทางลบแต่อย่างใด
ขอบคุณที่ทำซีรีย์เรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เราตื่นตัวมากขึ้นถึงความคิดผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้
ภาพสวย มุมกล้องดี นักแสดงดีงามเข้าถึงบทได้ดีทีเดียว
เรื่องราวความเป็นมาเป็นไป สมจริงสมจังและให้ความรู้สึกได้หลากหลาย
ตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกินขึ้นในมนุษย์ที่จั่วหัวของแต่ละตอน
ขอบคุณ GTH ที่ปลุกความจริงและให้พลังงานกับวัยรุ่นได้ทำและค้นหาตัวเองต่อไป

Sunday, August 2, 2015

Movie Review: Jenny's Wedding (2015) - USA

Movie Review: Jenny's Wedding 


หนังเรื่องนี้ถูกตั้งแคมเปญเพื่อระดมทุนในการสร้างในเวบไซต์ โดยมี Katherine Heigl นักแสดงนำร่วมโปรโมทอย่างเข้มข้น จนกระทั่งได้ทุนสร้างโดยประมาณ 500,000 เหรียญและคลอดออกมาเป็นภาพยนต์ครอบครัวรักโรแมนติก (Rom Com) สู่สายตาผู้ชมทั่วโลกไปเมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้



Jenny's wedding เป็นหนังที่ตรงไปตรงมาเหมือนชื่อเรื่อง เพราะทั้งเรื่องพูดถึงเรื่องการแต่งงานของ Jenny เพียวเลย ครอบครัวของ Jenny เคร่งศาสนาและตั้งอยู่เมืองเล็กที่คนในเมืองรู้จักกันอย่างทั่วถึง
ผู้เป็นพ่อและแม่พร่ำเสมอว่าเมื่อไหร่ Jenny จะแต่งงาน เพราะไม่เคยเห็นหรือแม้แต่ได้ยินชื่อผู้ชายคนไหนเลย นอกจาก Kitty รูมเมทที่สนิทกันมานานนมและ Kitty เป็นคู่หมั้นของเธอ ทั้งสองกำลังจะแต่งงานกัน เรื่องตลกร้ายเรื่องนึงระหว่าง Jenny และ Kitty คือทุกคนบนโลกนี้รู้หมดว่าเธอสองคนเป็นเลสเบี้ยนและเป็นคู่รักกัน ยกเว้นครอบครัวและเพื่อนบ้านของพ่อแม่ Jenny (แน่นอนครอบครัว Kitty รู้และยอมรับแต่โลเคชั่นอยู่ห่างไกลกันมาก ในหนังเป็นอย่างนั้น) ทั้งหมดเปลี่ยนไปเพราะความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลง
Eddie ผู้เป็นพ่อที่ดำเนินชีวิตด้วยความเงียบขรึม 
การชี้นำและการกลับหลังหันต่อความเจ็บปวดที่มาเหนือความคาดหมาย
Rose แม่ที่คาดหวังให้ลูกสาวเป็นเหมือนเธอ ความฝัน ความคาดหวัง 
และการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ทำให้ทั้งเธอและลูกสาวทั้งสองคนต่างเจ็บปวดกันเป็นหย่อมๆ
Anne น้องสาวไม้เบื่อไม้เมากับ Jenny เธอคิดว่าแม่และพ่อรักเธอน้อยกว่า Jenny 
เพราะ Jenny คือมิสเพอร์เฟค ช่วยไม้ได้ที่เธอจะขี้เม้าท์เรื่องพี่สาวเธอมากไปหน่อย


Jenny กลับมาเยี่ยมบ้านและกลับไปพร้อมกับข่าวกอสซิบเรื่องเธอกำลังคบกับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว
คนกระพือข่าวคือ Annie ที่คิดเองเออเองจากประโยคสนทนาเพียงแว๊บเดียว
ทั้ง Eddie และ Rose กระวนกระวายใจและเป็นห่วง แต่ยังไม่เท่าตอนที่ Jenny บอกความจริงว่า 
"เธอเป็นเลสเบี้ยนและกำลังจะแต่งงานกับ Kitty" คนที่ถูกเข้าใจว่าเป็น Roomate มาตลอด 5 ปี
(ถ้าลูกคุณมี Roommate คนเดิมเกิน 2 ปี ให้ตระหนักได้เลยว่าลูกคุณกับรูมเมทกำลังคบกัน) 
และเป็นเรื่องอีกที่ Annie ผู้ที่รู้ทุกอย่างทีหลังสุดเห็น Jenny กับ Kitty จูบกันหน้าร้านชุดแต่งงาน 
หลังจากทุกคนในครอบครัวรู้หมดแล้ว Jenny เลือกที่จะเดินหน้าสร้างครอบครัวของเธอต่อไป 
แม้ในวันงานจะไม่มีครอบครัวเธอก็ตาม


ถึงแม้ว่าจะถูกคอมเม้นท์อย่างหนาตาและหนาหูว่าตอนจบก็เหมือนเดิม เป็นพล็อตที่รู้ๆกันอยู่แม้ไม่ต้องดู Trailer ก็ตาม และหลังจากดู Trailer ยิ่งถูกคอมเม้นท์หนักว่าทั้งหมดในหนังอยู่ใน Trailer ไปแล้ว บอกตามตรงว่าส่วนตัว Bias เรื่องนี้เพราะด้วยความเกย์ของเรื่อง ฝีมือการแสดงซีนอารมณ์ของ Katherine Heigl ตาสีฟ้าบวกกับหน้าตาจิ้มลิ้มของ Alexis Bledel ทำให้เฝ้ารอเรื่องนี้อย่างใจจดจ่อ 
สารภาพเลยว่าขำขณะนั่งดูซีนอารมณ์ พล่ามไม่หยุดตอนเลิฟซีน และร้องไห้ตอนเห็นคนเป็นพ่อแม่ต่อสู้กับคนอื่นแม้กระทั่งเพื่อนสนิทของตัวเองเพื่อลูกสาว ฉากส่วนใหญ่หวานแบบคลาสสิคดิบ ไม่พาสเทล ไม่เรโทร นั่นทำให้ผู้ชื่นชอบความดิบแบบเราดูได้อย่างสบายตาและสบายอารมณ์ และสุดท้ายหนังดึงให้เห็นว่า Annie ไม่ใช่ยัยตัวร้ายสักหน่อย เธอแค่เหนื่อยและต้องการความรักเพียงเท่านั้นเอง ถึงแม้จุดบอดของเรื่องคือเคมีระหว่าง Katherine Heigl กับ Alexis Bledel จะไม่ดึงดูดกันเลยก็ตาม อาจเพราะความ Bitch สมัยก่อนในชีวิตจริงของ Katherine หรือเปล่าไม่ทราบได้


แม้จะเป็นหนังรักโรแมนติกสไตล์ Imagine you&me หวานๆนัวๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพล็อตอาจจะตรึงคนดูได้ไม่เท่ากัน เราทราบกันได้อยู่แล้วว่าการเป็นเกย์ไม่ใช่สิ่งที่ผิด และคนเป็นพ่อแม่ยังไงก็รักลูกวันยังค่ำ
และตอนจบมันก็เป็นแบบที่เราหวังๆกันอยู่แล้ว แต่ความน่าสนใจของ Jenny's wedding อยู่ที่บทพูดที่สะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวของแต่ละฝ่ายได้ลึกและถูกต้อง ดังเช่นบทพูดเหล่านี้ 
"พ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์จิบกาแฟทุกวัน นึกถึงภาพลูกแต่งงานกับผู้ชายที่ดีมีครอบครัวสมบูรณ์มาตลอด จู่จู่ลูกจะมาให้เปลี่ยนแบบนั้นเขาทำไม่ได้ มันเป็นชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว"
หรือ "นึกภาพผู้หญิงสองคนอยู่บนเตียงสิ มันจะเป็นอะไรไปได้นอกจากหนังโป๊ล่ะ"
แม้กระทั่งบทพูดของคนเป็นลูก "พ่อบอกเองไม่ใช่หรอว่าเมื่อเจอคนที่ใช่แล้วจะรออะไรล่ะ พอลูกเจอคนนั้นและบอกพ่อไปให้ร่วมแสดงความยินดี พ่อกลับเดินหันหลังและละทิ้งลูกไว้กับความเจ็บปวดเพียงเพราะว่าเขาเป็นผู้หญิง"


บทสนทนาซีนอารมณ์ค่อนข้างเยอะและเป็นเมนหลักในการดำเนินเรื่อง เพราะนี่เป็นเรื่องของการต่อสู้กับตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้างเพื่อให้เข้าใจและยอมรับความจริง ความรักมักมาพร้อมกับความสุขและความเจ็บปวด มันเป็นไปตามระบบของมัน เมืองเล็ก ฉากไม่กี่สถานที่ ย่านการค้า บ้าน Addie และ Rose บ้าน Annie และอพาร์ทเมนต์ Jenny กับ Kitty รวมถึงบรรยากาศหน้าหนาวเข้ากันอย่างนัวดี

ปล. เราเป็นคนฝันหวานเรื่องนี้จึงเรียกได้ว่าถูกใจ สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกเลี่ยนหรือน่าเบื่อในช่วงแรก
แต่พัฒนาการของตัวละคร Eddie, Rose และ Annie นั้นชวนติดตามไม่แพ้กัน ลองชมดูด้วยหัวใจที่เปิดกว้างแล้วจะพบว่าความหวานละมุนได้ค่อยๆเข้าไปอยู่ในหัวใจของคุณทีละนิดแล้ว