Wednesday, November 11, 2015

Series review: Transit girls (2015) - Japan - EP 1

Series review: Transit girls (2015)

มินิซีรีย์แนว Lesbian เรื่องแรกบนสถานี Fuji TV ของญี่ปุ่น หลายเวบไซด์จั่วหัวซีรีย์เรื่องนี้ไว้หลายสำนัก
Transit girls มีทั้งหมด 8 ตอน และได้ฉายพรีเมียร์ไปแล้ว 1 ตอน ในวันที่ 7/11/2015 ที่ผ่านมา

ตอนแรกเปิดเรื่องด้วย Yui ช่างภาพสาวที่กำลังง่วนตระเวนถ่ายรอบเมืองที่เธอต้องอยู่จากนี้เป็นต้นไป
ขณะที่ถ่ายไปเรื่อยๆนั้น เธอพบกับ Sayuri อยู่บนเฟรมกล้องเลนส์มือหมุนของเธอ

Sayuri สาวน้อยนักเรียนชั้นมัธยม ลูกติดพ่อกำลังขอพรที่ศาลเจ้าทางผ่านไปโรงเรียน
เธอถูกบันทึกไปในเมมโมรี่ของกล้อง และความทรงจำของบางคนโดยไม่รู้ตัว
Yui อ่านแผ่นไม้ที่เด็กสาวเมื่อครู่เขียนลงไปว่า "ขอให้ฉันได้เจอรักแท้"

Keigo พ่อของ Sayuri หาทางบอกสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงกับครอบครัวของเธอ 
การมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในครอบครัว 2 คนคือข่าวร้ายสำหรับ Sayuri
เธอไม่ต้องการให้ใครมาแทนที่แม่ของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยไม่สนใจว่าพ่อของเธอจะรู้สึกอย่างไร

จนถึงวันที่สมาชิกใหม่ทั้งสองคนย้ายเข้ามาใต้ชายคาเดียวกับเธอ 
Sayuri รู้สึกตกใจแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อถูกเรียกลงมาพบกับคนแปลกหน้าสองคน
Madoka แฟนใหม่ของพ่อเธอ และพี่สาวลูกติดที่แก่กว่า 3 ปี 
Sayuri รีบเดินหนีไปเพราะยังรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหัน

หลังจากนั้น Sayuri ก็ใช้ชีวิตตามประสาของเธอ ไปโรงเรียนและทำตัวให้ยุ่งยุ่ง
เรียนพิเศษกับรุ่นพี่ Nao และเพื่อนผู้หญิงในกลุ่ม Aoi และ Mirai ซึ่งแอบชอบ Nao อยู่เงียบๆ 
หลังเลิกเรียนพิเศษ Sayuri ขอตัวกลับกับหนุ่มที่มาคอย โดยมี Nao มองตามหลังไป
ทั้งสองคนแวะมานั่งเล่นที่บ้าน ขณะที่เล่น Instagram เพลินนั้น 
มือได้เลื่อนไปหยุดที่รูปผู้หญิงสองคนจูบกัน Sayuri กดที่รูปหัวใจ 
เด็กหนุ่มคนนั้นเห็นจึงขอจูบเธอ เธอพยายามห้ามอย่างเต็มที่
ประกอบกับ Yui กลับจากข้างนอกเข้าบ้านมาที่ห้องนั่งเล่น ช่วยห้ามฉากนั้นได้อย่างดี

Sayuri ดูเงียบๆซึมๆไปทำให้ Nao รู้สึกเป็นห่วง จึงหาทางชวนคุยแต่ Sayuri ก็ไม่เปิดใจสักที
จน Nao กระชากแขน Sayuri ด้วยความเป็นห่วง เพื่อรั้งไว้ให้ได้คุยกัน
Sayuri ยอมเปิดใจกับ Nao เล่าเรื่องครอบครัวใหม่และพี่สาวไม่แท้คนใหม่กับความกังวลในใจของเธอ

Nao เดินมาส่ง Sayuri ถึงหน้าบ้านและเจอ Yui กำลังขนของลงจากรถของ Ryutaro หัวหน้าของ Yui
Sayuri รีบเดินหนีเข้าบ้านไป โดยที่บรรยากาศรอบตัวระหว่าง Sayuri และ Yui ยังคงตึงเครียดอยู่ 


Sayuri ไม่ชอบที่ Yui อยู่รอบๆตัวเธอภายในบ้านของเธอเอง
ผิดกับ Yui พี่สาวไม่แท้คนใหม่ของ Yui ที่พยายามทำความรู้จักและอยากสนิทสนมกันให้มากว่านี้
Yui พยายามคุยกับ Sayuri เรื่องความไม่ชอบใจที่พ่อและแม่ของเธอแต่งงานกันใหม่
Sayuri สวนกลับ เธอไม่อยากได้พี่สาว และอย่าทำเหมือนรู้จักตัวเธอดีขนาดนั้น
Yui ตอบกลับไปว่า แต่ฉันไม่ได้เกลียดที่ต้องอยู่กับเธอ
Sayuri ไม่พอใจที่ถูกบุกเข้ามาในความเป็นส่วนตัวของเธอ ทั้งภายในห้องและภายในใจเธอ
เธอต่อต้าน Yui อย่างหนัก ไม่ต้องการให้ยุ่งกับสิ่งของและความรู้สึกของเธอ

Yui ถูกน้องสาวคนใหม่ผลักไสให้ออกไปจากห้อง เพราะไม่ต้องการให้เธอเข้าใกล้
ขณะที่ Sayuri เปิดประตูห้องเพื่อไล่เธอออกไป Yui หยุดยืดอยู่หน้าประตู
พี่สาวไม่แท้คนใหม่เอื้อมมือไปที่หน้าของน้องสาวไม่แท้คนใหม่ และใช้ปลายนิ้วโป้งไล้ริมฝีปากบน

และทันใดนั้น ฉากที่เราเดาได้และตั้งตารอแบบจิกหมอนก็เกิดขึ้น
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!
Yui จูบ Sayuri เบาบางประกบริมฝีปาก 
สายตาของ Sayuri ส่งเสียงระคนกันไปทั้งต่อต้าน มึนงง สับสน ไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า

จบตอนที่ 1 ติดตามต่อได้ในตอนถัดไป
Transit girls ฉายทุกวันเสาร์เวลา 23.40 - 00.05 ทางช่อง Fuji TV ตามเวลาท้องถิ่นของญี่ปุ่น
เวบไซต์หลักของทางสถานี http://www.fujitv.co.jp/transitgirls/index.html

โดยส่วนตัวชอบคาแรคเตอร์ของ Yui นิ่งๆ เงียบๆ หุ่นนางแบบ สูงขายาว คูลๆ แล้วก็ชอบถ่ายรูป
แสดงโดย Yui Sakuma เทใจให้คนนี้หมดตัวเลย เสียงเพราะ น่ารักมาก
ส่วน Sayuri ด้วยความที่คาแรคเตอร์เป็นเด็กมัธยมก็ยังคงดื้อรั้น และสนใจแต่ความรู้สึกตนเอง
รวมถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นยังเกาะกินหัวใจเธออยู่ แสดงโดย Sairi Ito 
แต่ Sairi Ito แสดงให้ Sayuri ดูอายุมากกว่าคาแรคเตอร์เสียอีก ดูเหมือนรุ่นเดียวกับ Yui คืออายุ 21 ปี
แต่โดยรวมถือว่าสนุก และให้ความรู้สึกโรแมนติคอยู่บ้าง ถึงแม้จะดราม่าเสียเยอะ
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการเกลียดขี้หน้าของน้องสาว
กับพี่สาวที่ตกหลุมรักน้องสาวตั้งแต่แรกเห็น โดยที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกันนั้น
ถึงแม้จะขัดกับกฎหมายและศีลธรรมอยู่บ้างในความเป็นผู้หญิงทั้งคู่และการเป็นลูกเลี้ยงอีกด้วย
นำโดยภาพโปรโมทเรื่อง Transit girls ระหว่าง Sayuri และ Yui เปลือยอยู่บนเตียงเดียวกัน
ถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มและปลายจมูกของทั้งคู่หยอกเย้าชนกัน

ถือเป็นความท้าทายใหม่ในการนำเสนอประเด็นความหลากหลายทางเพศด้วยทางสื่อของญี่ปุ่น
แต่นับว่าสอดคล้องกับใบรับรองคู่ชีวิตที่เริ่มใช้ใน Tokyo เพื่อรับรองคู่ชีวิตเพศเดียวกันได้อย่างทันสมัย
เรายังคงติดตามความก้าวหน้าต่อไปสำหรับ Asia และทวีปอื่นๆ ในเรื่องความหลากหลายทางเพศ
ว่าจะก้าวไกลและทำให้มนุษยชาติดำรงอยู่อย่างมีความสุขกันไปในทิศทางไหน



Saturday, October 3, 2015

Series review: Hormones season 2 (2014) - Koi and Dow -Thailand

Series review: Hormones season 2 (2014) - Koi and Dow


ดาว เด็กสาวโลกบวก ผู้เป็นที่รักดั่งไข่ในหินของพ่อแม่ อยู่ในโอวาทกฎระเบียบทั้งในและนอกบ้าน
ก้อย สาวน้อยที่พกพาเอาความสดใสร่าเริง เชี่อมั่นในตนเอง อบอุ่นและอ่อนโยน


ทั้งคู่เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันอยู่ชั้นม.5 สองสาวสนิทกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันและเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น
จนกระทั่งความสนิทที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ทั้งคู่ถูกจับมาเป็นคู่จิ้นด้วยความบังเอิญของเพื่อนในกลุ่ม
ทั้งสองเล่นกันไปเล่นกันมาจนความรู้สึกเกินและล้นกว่าคำว่าเพื่อน ก้อยเป็นฝ่ายเริ่มรู้ตัวเองก่อน
ดาวถึงแม้จะรู้ตัวเองทีหลังเพราะเจอหน้าโจทย์เก่า one night stand แบบไม่ได้ยินยอมก็ตาม


ทั้งสองรับรู้ถึงความรู้สึกระหว่างกันและกันตลอดมา จนกระทั่งดิวเพื่อนในกลุ่มเกินอาการหมั่นไส้หนัก
ที่แม่ของดาวซึ่งเป็นประธานผู้ปกครองเข้ามามีบทบาททำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
โดยการสั่งห้ามดูซีรีย์ รักจัดหนัก เนื่องจากมีเนื้อหาล่อแหลม ในความเป็นวัยรุ่น
กฎระเบียบในโรงเรียนก็เป็นที่น่าอึดอัดพอแ้ว นี่ยังตามาหลอนถึงในบ้านอีก ดิวจึงไม่ยอมอีกต่อไป
หันไปเล่นงานดาวเพื่อหาทางออกให้ความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้น จนลืมไปว่าเคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน



ดิวแฉภาพลับระหว่างดาวกับก้อยจูบกัน โดยทำเป็นใบปลิวแจกปลิวว่อนทั่วโรงเรียนให้ทุกคนได้รับรู้
เป็นไปตามคาด ดาวโมโหหนักมากจนถึงขั้นลงไม้ลงมือ และเป็นไปตามระเบียบที่ต้องเชิญผู้ปกครองมา
ความที่ดาวไม่อยากให้แม่รู้ว่าตนเองรักก้อยแบบคนรัก เพราะกลัวแม่จะรับไม่ได้ ดาวจึงปฎิเสธทุกสิ่ง
ความรู้สึกทั้งหมดถูกซ่อนไว้ในใจ คำพูดจากปากที่หลุดออกมาจึงทำเพื่อป้องกันตนเองกับแม่
ไม่อยากให้ใครรู้ และไม่อยากให้แม่ผิดหวัง ความกลัวเข้าเล่นงานดาวอย่างหนัก
ผิดกับก้อย ความเสียใจและผิดหวังถาโถมเข้าใส่เธออย่างหนัก จากคำพูดของคนรัก
ที่ว่า ดาวไม่ได้ชอบผู้หญิง คำนี้เจ็บจุกก้อยจนเธอต้องรีบเดินหนีไป ไม่ต้องการมองหน้าคนรักของเธออีก


ดาวพยายามง้อก้อยอยู่ตลอด ทั้งตอนที่มีโอกาสอยู่สองต่อสอง และเวลาอื่นๆ
แต่ไม่เป็นผลจนวันหนึ่งก้อยตัดสินใจคบกับเด็กผู้ชายห้องหก มาดเสเพล
และตัดจบไปที่ภาพของก้อยกับผู้ชายคนนั้นจับมือดูคอนเสิร์ตปัจฉิมนิเทศด้วยกัน
โดยมีดาวเฝ้ามองเงียบๆผ่านดวงตาเศร้าสร้อยคู่นั้น


พล็อตย่อๆของคู่ดาวก้อยในซีซั่น 2 ถึงจะมีน้อยนิดแต่ทุกฉากสะเทือนอารมณ์ตลอดเวลาที่คู่นี้ออกมา
จุดพีคคือนี่เป็นซีรีย์ไทยเรื่องแรกที่มีฉากจูบระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง ที่ทำออกมานุ่มนวลมีที่มาที่ไป
ไม่ได้ทำเพื่อล้อเลียน เป็นปมด้อยหรือสื่อสารไปในทางแง่ลบแต่อย่างใด
แต่จากคำโปรยระหว่างออกอากาศที่ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อเยาวชนในฉากจูบกันนั้น
และอีกที่ว่า เป็นสถานการณ์เฉพาะบุคคลผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่เยาวชน ในฉากจูบอีกเช่นกัน
อันเนื่องมาจากวิจารณญาณของผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองไทย ทำให้ต้องมีคำเหล่านี้ขึ้นมา
ส่วนตัวผู้หญิงจูบกันไม่มีอะไรม่เหมาะสมค่ะ การจูบไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเสื่อมทรามลามกใดใด
การให้คำจำกัดความไปในทางลบของจูบว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับภาพผู้หญิงจูบผู้หญิง
แล้วในขณะที่ภาพผู้ชายจูบผู้หญิงกลับไม่มีคำโปรยเหล่านี้ขึ้น
ไม่ทราบเหมือนกันว่าการตีความหมายยังพอมีความน่าเชื่อถืออีกหรือไม่
การสร้างความเข้าใจในสังคม บางครั้งเกิดขึ้นจากสื่อบันเทิงซึ่งสะท้อนแนวคิดของคนในปัจจุบัน
หากไม่รีบสร้างความเข้าใจในความหลากหลายของพฤติกรรมมนุษย์ในสังคมตนเอง
แล้วจะมีอะไรอีกที่ควรทำเพื่อพัฒนาสังคมของเราให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติมากขึ้น
การเอาเท้ากลบๆเขี่ยๆ แล้วยัดคำว่าเลวร้ายใส่ความแตกต่างไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ฉลาดเอาเสียเลย
ความแตกต่างนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เราไม่มีทางรู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดีหรอก ถ้าเราไม่เปิดใจดู
สุดท้าย เลสเบี้ยนไม่ใช่สิ่งที่ผิดแผกหรือแตกต่างไปในทางลบแต่อย่างใด
ขอบคุณที่ทำซีรีย์เรื่องนี้ขึ้นมา ทำให้เราตื่นตัวมากขึ้นถึงความคิดผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้
ภาพสวย มุมกล้องดี นักแสดงดีงามเข้าถึงบทได้ดีทีเดียว
เรื่องราวความเป็นมาเป็นไป สมจริงสมจังและให้ความรู้สึกได้หลากหลาย
ตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกินขึ้นในมนุษย์ที่จั่วหัวของแต่ละตอน
ขอบคุณ GTH ที่ปลุกความจริงและให้พลังงานกับวัยรุ่นได้ทำและค้นหาตัวเองต่อไป

Sunday, August 2, 2015

Movie Review: Jenny's Wedding (2015) - USA

Movie Review: Jenny's Wedding 


หนังเรื่องนี้ถูกตั้งแคมเปญเพื่อระดมทุนในการสร้างในเวบไซต์ โดยมี Katherine Heigl นักแสดงนำร่วมโปรโมทอย่างเข้มข้น จนกระทั่งได้ทุนสร้างโดยประมาณ 500,000 เหรียญและคลอดออกมาเป็นภาพยนต์ครอบครัวรักโรแมนติก (Rom Com) สู่สายตาผู้ชมทั่วโลกไปเมื่อ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้



Jenny's wedding เป็นหนังที่ตรงไปตรงมาเหมือนชื่อเรื่อง เพราะทั้งเรื่องพูดถึงเรื่องการแต่งงานของ Jenny เพียวเลย ครอบครัวของ Jenny เคร่งศาสนาและตั้งอยู่เมืองเล็กที่คนในเมืองรู้จักกันอย่างทั่วถึง
ผู้เป็นพ่อและแม่พร่ำเสมอว่าเมื่อไหร่ Jenny จะแต่งงาน เพราะไม่เคยเห็นหรือแม้แต่ได้ยินชื่อผู้ชายคนไหนเลย นอกจาก Kitty รูมเมทที่สนิทกันมานานนมและ Kitty เป็นคู่หมั้นของเธอ ทั้งสองกำลังจะแต่งงานกัน เรื่องตลกร้ายเรื่องนึงระหว่าง Jenny และ Kitty คือทุกคนบนโลกนี้รู้หมดว่าเธอสองคนเป็นเลสเบี้ยนและเป็นคู่รักกัน ยกเว้นครอบครัวและเพื่อนบ้านของพ่อแม่ Jenny (แน่นอนครอบครัว Kitty รู้และยอมรับแต่โลเคชั่นอยู่ห่างไกลกันมาก ในหนังเป็นอย่างนั้น) ทั้งหมดเปลี่ยนไปเพราะความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลง
Eddie ผู้เป็นพ่อที่ดำเนินชีวิตด้วยความเงียบขรึม 
การชี้นำและการกลับหลังหันต่อความเจ็บปวดที่มาเหนือความคาดหมาย
Rose แม่ที่คาดหวังให้ลูกสาวเป็นเหมือนเธอ ความฝัน ความคาดหวัง 
และการยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ทำให้ทั้งเธอและลูกสาวทั้งสองคนต่างเจ็บปวดกันเป็นหย่อมๆ
Anne น้องสาวไม้เบื่อไม้เมากับ Jenny เธอคิดว่าแม่และพ่อรักเธอน้อยกว่า Jenny 
เพราะ Jenny คือมิสเพอร์เฟค ช่วยไม้ได้ที่เธอจะขี้เม้าท์เรื่องพี่สาวเธอมากไปหน่อย


Jenny กลับมาเยี่ยมบ้านและกลับไปพร้อมกับข่าวกอสซิบเรื่องเธอกำลังคบกับผู้ชายที่แต่งงานแล้ว
คนกระพือข่าวคือ Annie ที่คิดเองเออเองจากประโยคสนทนาเพียงแว๊บเดียว
ทั้ง Eddie และ Rose กระวนกระวายใจและเป็นห่วง แต่ยังไม่เท่าตอนที่ Jenny บอกความจริงว่า 
"เธอเป็นเลสเบี้ยนและกำลังจะแต่งงานกับ Kitty" คนที่ถูกเข้าใจว่าเป็น Roomate มาตลอด 5 ปี
(ถ้าลูกคุณมี Roommate คนเดิมเกิน 2 ปี ให้ตระหนักได้เลยว่าลูกคุณกับรูมเมทกำลังคบกัน) 
และเป็นเรื่องอีกที่ Annie ผู้ที่รู้ทุกอย่างทีหลังสุดเห็น Jenny กับ Kitty จูบกันหน้าร้านชุดแต่งงาน 
หลังจากทุกคนในครอบครัวรู้หมดแล้ว Jenny เลือกที่จะเดินหน้าสร้างครอบครัวของเธอต่อไป 
แม้ในวันงานจะไม่มีครอบครัวเธอก็ตาม


ถึงแม้ว่าจะถูกคอมเม้นท์อย่างหนาตาและหนาหูว่าตอนจบก็เหมือนเดิม เป็นพล็อตที่รู้ๆกันอยู่แม้ไม่ต้องดู Trailer ก็ตาม และหลังจากดู Trailer ยิ่งถูกคอมเม้นท์หนักว่าทั้งหมดในหนังอยู่ใน Trailer ไปแล้ว บอกตามตรงว่าส่วนตัว Bias เรื่องนี้เพราะด้วยความเกย์ของเรื่อง ฝีมือการแสดงซีนอารมณ์ของ Katherine Heigl ตาสีฟ้าบวกกับหน้าตาจิ้มลิ้มของ Alexis Bledel ทำให้เฝ้ารอเรื่องนี้อย่างใจจดจ่อ 
สารภาพเลยว่าขำขณะนั่งดูซีนอารมณ์ พล่ามไม่หยุดตอนเลิฟซีน และร้องไห้ตอนเห็นคนเป็นพ่อแม่ต่อสู้กับคนอื่นแม้กระทั่งเพื่อนสนิทของตัวเองเพื่อลูกสาว ฉากส่วนใหญ่หวานแบบคลาสสิคดิบ ไม่พาสเทล ไม่เรโทร นั่นทำให้ผู้ชื่นชอบความดิบแบบเราดูได้อย่างสบายตาและสบายอารมณ์ และสุดท้ายหนังดึงให้เห็นว่า Annie ไม่ใช่ยัยตัวร้ายสักหน่อย เธอแค่เหนื่อยและต้องการความรักเพียงเท่านั้นเอง ถึงแม้จุดบอดของเรื่องคือเคมีระหว่าง Katherine Heigl กับ Alexis Bledel จะไม่ดึงดูดกันเลยก็ตาม อาจเพราะความ Bitch สมัยก่อนในชีวิตจริงของ Katherine หรือเปล่าไม่ทราบได้


แม้จะเป็นหนังรักโรแมนติกสไตล์ Imagine you&me หวานๆนัวๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าพล็อตอาจจะตรึงคนดูได้ไม่เท่ากัน เราทราบกันได้อยู่แล้วว่าการเป็นเกย์ไม่ใช่สิ่งที่ผิด และคนเป็นพ่อแม่ยังไงก็รักลูกวันยังค่ำ
และตอนจบมันก็เป็นแบบที่เราหวังๆกันอยู่แล้ว แต่ความน่าสนใจของ Jenny's wedding อยู่ที่บทพูดที่สะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวของแต่ละฝ่ายได้ลึกและถูกต้อง ดังเช่นบทพูดเหล่านี้ 
"พ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์จิบกาแฟทุกวัน นึกถึงภาพลูกแต่งงานกับผู้ชายที่ดีมีครอบครัวสมบูรณ์มาตลอด จู่จู่ลูกจะมาให้เปลี่ยนแบบนั้นเขาทำไม่ได้ มันเป็นชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว"
หรือ "นึกภาพผู้หญิงสองคนอยู่บนเตียงสิ มันจะเป็นอะไรไปได้นอกจากหนังโป๊ล่ะ"
แม้กระทั่งบทพูดของคนเป็นลูก "พ่อบอกเองไม่ใช่หรอว่าเมื่อเจอคนที่ใช่แล้วจะรออะไรล่ะ พอลูกเจอคนนั้นและบอกพ่อไปให้ร่วมแสดงความยินดี พ่อกลับเดินหันหลังและละทิ้งลูกไว้กับความเจ็บปวดเพียงเพราะว่าเขาเป็นผู้หญิง"


บทสนทนาซีนอารมณ์ค่อนข้างเยอะและเป็นเมนหลักในการดำเนินเรื่อง เพราะนี่เป็นเรื่องของการต่อสู้กับตัวเอง ครอบครัว และคนรอบข้างเพื่อให้เข้าใจและยอมรับความจริง ความรักมักมาพร้อมกับความสุขและความเจ็บปวด มันเป็นไปตามระบบของมัน เมืองเล็ก ฉากไม่กี่สถานที่ ย่านการค้า บ้าน Addie และ Rose บ้าน Annie และอพาร์ทเมนต์ Jenny กับ Kitty รวมถึงบรรยากาศหน้าหนาวเข้ากันอย่างนัวดี

ปล. เราเป็นคนฝันหวานเรื่องนี้จึงเรียกได้ว่าถูกใจ สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกเลี่ยนหรือน่าเบื่อในช่วงแรก
แต่พัฒนาการของตัวละคร Eddie, Rose และ Annie นั้นชวนติดตามไม่แพ้กัน ลองชมดูด้วยหัวใจที่เปิดกว้างแล้วจะพบว่าความหวานละมุนได้ค่อยๆเข้าไปอยู่ในหัวใจของคุณทีละนิดแล้ว


Sunday, July 26, 2015

Movie Review: A girl at my next door (2014) - South Korea

Movie Review: A girl at my next door (2014) - South Korea

เมื่อกรอบกฎระเบียบล้อมแคบลงมายังคำว่าอัตลักษณ์ทางเพศของคนกลุ่มเล็กที่ถูกเรียกว่าชายขอบ การกดขี่ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแม้แต่เสียงลมพัดไหวที่ว่าบาดหูยังแพ้เสียงอันดังก้องของเสียงกดขี่ หนังถูกขับเคลื่อนด้วยตัวละครหลักสามตัวบนเมืองท่าเล็กแห่งหนุ่งทางใต้ของเกาหลีใต้ หมู่บ้านที่ใช้เวลาสำรวจเพียงสองถึงสามชั่วโมงก็เห็นภูมิทัศน์ทั่วทั้งเมืองไปเสียแล้ว



Lee YoungNam สารวัตรสาวที่ถูกย้ายมาสู่เมืองเล็กแห่งนี้เพื่อหลีกหนีและกลบฝังร่องรอยเสียงกระซิบจากผู้คนที่ติดสินว่าเธอทำผิดกฎระเบียบอันสำคัญของการเป็นผู้รักษากฎหมายในเมืองใหญ่
Sun DoHee เด็กสาวที่ถูกแม่แท้แท้ทอดทิ้งให้อยู่ลำพังกับคนอื่น คนที่ถูกเรียกว่าพ่อเลี้ยงและแม่ของเขา ความขมขื่น ความทารุณ และความโดดเดี่ยวเป็นคอลเลคชั่นสะสมที่เธอไม่ตั้งใจให้มันเป็นงานอดิเรกในชีวิตของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว การปรากฎตัวของสารวัตรผู้มาใหม่ทำให้ความรู้สึกเธอเปลี่ยนไปทันที
Park YongHa ชายหนุ่มผู้นำหลักในการดำเนินธุรกิจของเมืองเล็กแห่งนี้ นิสัยการดื่ม การใช้กำลังเป็นเรื่องธรรมดาและชินตาสำหรับผู้คนที่นี่ อำนาจที่ได้มาจากบุคลิกของตนเองและผู้คนรอบข้างหยิบยื่นให้เขาทำให้รู้สึกทั้งหวานหอมและขมไปถึงขั้วตับไปในคราวเดียวกัน


เด็กสาวที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากใครเลย เมื่อเจอเข้ากับความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยจากเครื่องแบบและความสงสารจากสารวัตรสาวผู้ที่ถูกย้ายมาใหม่ ทำให้ชีวิตและจิตใจเธอเปลี่ยนไปแม้ว่าพ่อเลี้ยงและยายเลี้ยงยังคงตบตีด่าว่าเธออยู่เสมอ ความรู้สึกที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆของ DoHee ที่มีต่อ YoungNam ทำให้ YongHa ไม่ค่อยพอใจนัก 


เมื่อเสียงกระซิบจากเมืองใหญ่พัดพาคนรักเก่าของสารวัตรสาวให้เดินทางมาถึงเมืองเล็กแห่งนี้ ความลับที่ไม่อาจเป็นความลับได้อีกต่อไป YongHa รู้แล้วว่าความลับของสารวัตรสาวผู้มาใหม่คืออะไร ด้วยหน้าที่ความเป็นพ่อเลี้ยงค้ำคอจึงทำให้เขาห่วงลูกเลี้ยงของตนเองอยู่บ้างถึงแม้เขาจะหยิบยื่นความรุนแรงและการเลี้ยงดูแบบทิ้งขว้างให้กับเธอก็ตาม 


มุมสามเหลี่ยมสีเทาเกิดขึ้นระหว่างสารวัตรสาว คนรักเก่าและเด็กสาว ที่เพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยแตกเนื้อสาว 
ความคลุมเครือของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ความลับที่ทำให้สารวัตรอาจสูญเสียทุกสิ่งแม้เพียงเพิ่งเริ่มใหม่ความผิดจากความเป็นตนเองของสารวัตร และความผิดซ้ำสองที่กลายเป็นคดีอาญา YoungNam จะก้าวต่อไปอย่างไรกับการถูกตั้งข้อหาพรากผู้เยาว์ เด็กสาวตัวเล็กเล็กอย่าง DoHee จะดำเนินชีวิตที่เหลือยังไง พ่อเลี้ยงจะอยู่อย่างมีความสุขกับลูกเลี้ยงในแบบที่เขาหวังไว้หรือเปล่า หาคำตอบได้ใน A girl at my next door หนังสัญชาติเกาหลีใต้ความยาวเรื่องนี้ 1 ชั่วโมง 59 นาที 
หนังสะท้อนความจริงที่เราเห็นและอาจจะชินกับความรุนแรงของครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวที่ไม่ได้มาจาก DNA ของผู้ปกครองอย่างแท้จริงในสังคมซีกโลกตะวันออก อัตลักษณ์ทางเพศที่ถูกกลืนให้กลายเป็นอาชญากรรมและไม่เป็นที่ยอมรับในความเป็นพลเรือน พฤติกรรมการแสดงออกทางกายและจิตใจของเด็กสาวแรกรุ่นผู้ที่ถูกใช้ความรุนแรงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เราเปิดสมองเพื่อทำความเข้าใจ ทำความเคารพในชีวิตและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นมากขึ้น การกดขี่และการยัดเยียดอาชญากรรมที่ตนเองไม่ได้ก่อในสายงานผู้รักษากฎระเบียบและความสงบสุขของประเทศในหนังเรื่องนี้ จะสามารถจุดประกายให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ออกกฎระเบียบได้มองเห็นบ้างหรือไม่
อีกนิดนึงตรงที่ Bae Doona นักแสดงหลักในบทบาทสามารวัตรสาวเล่นหนังเรื่องนี้แบบฟรีไม่คิดค่าตัว หนังฟอร์มเล็กและทุนสร้างพอดิบพอดีกับคำว่าต่ำกับการตีแผ่ผสมความกล้าหาญ ในการหยิบเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายและอาชีพตำรวจมาเล่น อารมณ์ดิบและการให้ความจริงจากนักแสดงประทับใจมาก ฉากและการดำเนินเรื่องตัดสลับได้อย่างลงตัว โทนสีของบรรยากาศดึงให้เราได้กลิ่นทะเลและความเย็นเยือกบนเมืองท่าเมืองเล็กแห่งนี้ ไม่ว่าจะโพล้เพล้ เช้าตรู่หรือมืดดึกดื่น สปอร์ตไลท์ไฟแสงไม่ใช่ตัวช่วย ทำให้รู้สึกสมจริงดึงดูดให้ติดตามเรื่อยๆ ทำให้เราจัดลิสต์ให้หนังเอเชียเพื่อนบ้านเราเรื่องนี้ว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 




Wednesday, July 1, 2015

Lyrics translate: Girls like Girls - Hayley Kiyoko


เสียงร้องแบบ Girls style บีทส์ dubstep แบบโยกช้าๆเบาๆ ด้วยท่อนฮุคติดหูบวกกับเอ็มวีซึ้งทำให้เพลงเพราะเพิ่มขึ้นไปอีก

Girls like girls - Hayley Kiyoko

Stealing kisses from your mrs, doesn't make you freak out
Got you fussing, got you worried, scared to let your guard down
ขโมยจูบแฟนของนาย ไม่ได้ทำให้นายคลุ้มคลั่งหรอกนะ
แต่นายต้องกังวล เป็นทุกข์ หวาดกลัวจนทำให้นายระแวงอยู่ตลอดเวลา

Boys, boys
Tell the neighbors I'm not sorry if I'm breaking walls down
Building your girl's second story, ripping all your floors out
พวกนาย พวกผู้ชายน่ะ
บอกพวกเพื่อนบ้านด้วยว่าฉันไม่เสียใจหรอกถ้าฉันพังกำแพงพวกนี้ลง
สร้างชั้นสองให้แฟนนายแล้วฉีกพื้นห้องของนายให้ขาดหมดเลย

Saw your face, heard your name, gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
ได้เห็นหน้าเธอ ได้ยินชื่อเธอ ได้อยู่กับเธอ
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

Isn't this why we came? Gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
Girls like girls like boys do, nothing new
นี่ไม่ใช่หรอทำไมเราถึงต้องมา ไปอยู่กับเธอไง
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

Always gonna steal your thunder, watch me like a dark cloud
On the move collecting numbers, Imma take your girl out
จะขโมยเสียงฟ้าร้องของนายไปเรื่อยๆ มองชั้นให้เหมือนกับเมฆมืดครึ้ม
กำลังง่วนกับการเก็บแต้มอยู่ ฉันจะพาเธอออกไปเที่ยวเอง

We will be everything that we'd ever need
Don't tell me, tell me what I feel
I'm real and I don't feel like boys
I'm real and I don't feel like boys
เราจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เราต้องการ
อย่าบอกนะ อย่าบอกว่าฉันรู้สึกยังไง
ฉันพูดจริงและฉันไม่รู้สึกอะไรกับพวกผู้ชายแล้ว
ฉันพูดจริงและฉันไม่รู้สึกอะไรกับพวกผู้ชายแล้ว

Saw your face, heard your name, gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
ได้เห็นหน้าเธอ ได้ยินชื่อเธอ ได้อยู่กับเธอ
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

Isn't this why we came? Gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
Girls like girls like boys do, nothing new
นี่ไม่ใช่หรอทำไมเราถึงต้องมา ไปอยู่กับเธอไง
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

I've been crossing all the lines, all the lines
Kissed your girls and made you cry, boys
ฉันเคยล้ำเส้นมาแล้วทุกเส้น หมดทุกเส้น
จูบผู้หญิงของคุณและทำให้นายร้องไห้

Saw your face, heard your name, gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
ได้เห็นหน้าเธอ ได้ยินชื่อเธอ ได้อยู่กับเธอ
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

Isn't this why we came? Gotta get with you
Girls like girls like boys do, nothing new
Girls like girls like boys do, nothing new
นี่ไม่ใช่หรอทำไมเราถึงต้องมา ไปอยู่กับเธอไง
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่
ผู้หญิงชอบผู้หญิงก็เหมือนที่พวกผู้ชายทำแหละ ไม่มีอะไรใหม่

Sunday, April 5, 2015

Fashion Update: Top 5 sunglasses Thai brands for this summer.

Summer Fashion: Top 5 sunglasses Thai brands.


ช่วงแดดแรงแบบนี้งานปกป้องดวงตาต้องมา
แว่นกันแดดเป็นไอเทมสามัญประจำหน้าโคตรร้อนที่เหมาะพกติดตัวมาก
ความสำคัญในการเลือกซื้อนอกจากเรื่องการกรองแสงของเลนส์
(ค่ามาตราฐานที่ยอมรับว่ากันแดดได้จริงคือ UV400 ก่อนซื้อลองเอาไปลองกับแดดบ้านเราเลย)
ซึ่งเป็นค่าคุณภาพเลนส์ที่สามารถปรับระดับการรับความเข้มข้นของแสงแล้วนั้น
สีสันรูปลักษณ์ของกรอบแว่นสำคัญไม่แพ้กัน เลือกซื้อให้เหมาะกับสไตล์ของแต่ละคน
ตามความเหมาะสมของใบหน้าสไตล์ความชอบและมิกซ์ให้เข้ากับสไตล์การแต่งตัว

หลังจากประชากรโลกตระหนักได้ถึงกระแส Eco หรือที่เรียกกันว่าแนวอนุรักษ์ธรรมชาติ
หลักการนี้ถูกดัดแปลงเข้ามาใช้ในทางการค้าเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย
อุตสาหกรรมแว่นตาเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ถูกนำมาปรับเปลี่ยน
ให้เข้ากับกระแส Eco design for save the earth ของประชาคมโลก

ยิ่งในช่วงปีพ.ศ. 2553 ตลาดแว่นของไทยตอบรับการบุกเข้ามาของกรอบแว่นไม้สัญชาติญี่ปุ่น
เจเปนนีสสไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Alias หรือ Sagawa Fujii หรือ Jins
กรอบแว่นไม้แฮนด์เมดผลิตจากไม้เนื้อแข็งจำพวก เมเปิ้ล โรสวูด วอลล์นัท และไม้โอ๊ค
เป็นไอเทมทางเลือกใหม่สำหรับหนุ่มสาวแว่นทั้งหลายเอย
ชนชาติญี่ปุ่นเป็นที่รู้กันอยู่ว่ามีความเป็นศิลปินและนักออกแบบสูง
งานที่นำเข้ามาละเอียดละออและราคาแรงอยู่ไม่ใช่น้อย
ถึงกระนั้นกระแสการตอบรับแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นก็ยังดีงาม
และในช่วงต่อมาปีพ.ศ. 2555 หนุ่มสาวแว่นไทยถูกรุกอีกครั้งด้วยกรอบแว่นสัญชาติเกาหลี
กังนัมสไตล์(+555) โคเรียสไตล์ เน้นรูปลักษณ์กรอบแว่นพลาสติกขาแว่นไม้
ตัวกรอบที่ไว้ใช้ใส่เลนส์ยังได้รับแรงบรรดาลใจมากจากกรอบแว่นสัญชาติอเมริกาและยุโรปเช่นเคย
โดยเพิ่มความพิเศษเป็นขาแว่นไม้ซึ่งเหล่านี้จะทำจากไม้ไผ่ ไม้อัดเม็ด
ลงมาแข่งขันฟาดฟันรับสัดส่วนแบ่งทางการตลอดกันไป
เรื่องตลกอย่างนึงคือ ไม่ว่าจะงานแบบไหน ใหม่ล่าสุดยังไง วัสดุจากซีกโลกไหน
พี่จีนเราทำได้หมดและราคาก็ถูกลงด้วย มันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียไปในตัว

ถึงกระนั้นพี่ไทยเราไม่นิ่งเฉยงัดกลเม็ดเด็ดในการยึดพื้นที่ทางการตลาดด้วยกรอบแว่นตาไม้
แบรนด์ไทยให้เราได้ภาคภูมิใจถึงความก้าวล้ำและดีไซน์จากคนชาติไทยเหมือนกันกับเรา
หนุ่มสาวแว่นทั้งหลายเอย ต่อไปนี้คือแบรน์กรอบแว่นตาไม้สัญชาติไทยที่น่าจับตามอง
และควรค่าแก่การนำเอามาเป็นไอเทมสามัญประจำกระเป๋าให้ได้ชิคตามไทยสไตล์รับหน้าร้อน
ใดใดเหล่านี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเจ้าของบล็อคต่อการนำเสนอแฟชั่นในประเทศไทย
รับชมรับชิมได้เลยฮะ

1. Yuckube โดย Burgundy Dipper

แบนด์สัญชาติไทยมาแรงอันดับหนึ่งที่ขึ้นชื่อต้องยกให้กับแว่นกันแดดที่ถูกออกแบบมาจำกัดในแต่ละรุ่น
ซึ่งแต่ละตัวมีความโดดเด่นโฉบเฉี่ยวเฟี้ยวสมกับชื่อแบรนด์ยักคิ้วจริงๆ
ที่น่าจับตามองคือการออกแบบกรอบสีให้เข้ากันได้ดีโดนเด่นกับเลนส์ปรอทเคลือบสี
ตามกระแสเทรนแว่นกันแดดทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสีเคลือบเลนส์ที่สะท้อนออกมา
ไม่ใช่แค่เงาของวัสดุอย่างเดียวอีกต่อไป สีเงิน สีฟ้า สีแดง ชมพูถูกนำมาประยุกต์ใช้
ให้เป็นกฎเกณฑ์ใหม่ของแฟชั่นแว่นกันแดด แบรนด์นี้มีทั้งกรอบพลาสติกและกรอบไม้
ซึ่งให้ความสำคัญกับการนำเทรนด์แฟชั่น แฟชั่นนิสต้าต้องไม่พลาดที่จะทำความรู้จักกับยักคิ้วแบรนด์
รุ่น Lazor รุ่นเน้นเล่นสีเจ็บจี๊ดโดนใจกับสีเคลือบเลนส์ 
หรือจะเป็นรุ่น Noir ที่เน้นความโฉบเฉี่ยวสมาร์ท แอบหรูหราด้วยสีหมอกลายจุดดาวและรุ่นอื่นๆอีกมากมาย สามารถเข้าไปเลือกชม
สอบถามราคาได้ที่  https://www.facebook.com/Yuckube (คุณภาพและราคาจับต้องได้เหมาะกับวัยรุ่นสมัยนี้แน่นอน)

2. Jackagee

แบรนด์นี้ค่อนข้างได้ใจเจ้าของบล็อคมาก เนื่องจากการดีไซน์และคุณภาพงานที่เน้นคงสภาพเนื้อไม้
สัมผัสจริงของลายไม้ สีที่คงสภาพเดิมทุกประการ โดยคุมโทนตามคุณภาพและธรรมชาติตามชนิดไม้
รวมถึงการตั้งชื่อรุ่นตามธรรมชาติ รุ่น Ocean รุ่น Forest รุ่น Wind และอีกมากมาย
เป็นงานคุณภาพที่เน้นความละเอียดเช่นเดียวกัน ไม่แปลกใจที่จะเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำแบรนด์หนึ่ง
ราคากับคุณภาพไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ยากที่จะยอมเสียเงินให้กับแว่นตาคุณภาพหนึ่งชิ้น
นอกจากนี้ยังมีชิ้นงานกระเป๋าใส่ของและกระเป๋าสตางค์หนังอีกด้วย
แนะนำสำหรับหนุ่มสาวแว่นชาวฮิปเตอร์ผู้รักธรรมชาติ เนื้อสัมผัสกลิ่นไม้ติดจมูกให้ได้ชื่นใจแน่นอน
ลิ้งค์ด้านล่างนี้สำหรับเข้าไปเลือกชมและพูดคุยกับเจ้าของสินค้าฮะ
https://www.facebook.com/Jackagee-Wallet

3. One eyed jacks

แบรนด์นี้เน้นงานละเอียดคุณภาพคับแก้วและราคาคับถ้วยเลยทีเดียว
เป็นงานสั่งทำชิ้นต่อชิ้น แต่สต็อกของก็มีให้ได้ซื้อรวดเร็วตามความสะดวกใจ
ไม้ที่ใช้เป็นไม้เนื้อแข็งขึ้นเงาเรียบเนียน เช่นไม้มะฮอกกานี เมเปิ้ล รวมถึงไม้ในไทย
เหมาะกับหนุ่มสาวแว่นชาวฮิปสเตอร์ที่รักและชื่นชอบของออริจินอลจากธรรมชาติเสียจริง
ยังคงสีธรรมชาติของไม้ไว้อย่างดั้งเดิมและเรียบง่าย รูปแบบและทรงมีหลากหลายให้ได้คัดสรรกัน
นอกจากนั้นยังมีเครื่องประดับทำมือแนวชนชาติชนพื้นเมืองต่างๆอีกด้วย คูลมากเลยทีเดียว
ศิลปินเจ้าของผลงานเป็นกันเองมากทีเดียว สนใจกรอบแว่นแนวไม้ดิบเชิญได้ที่ช่องทางด้านล่างนี้
https://www.facebook.com/OneEyedJacksStreetWoodenEyewear

4. Little Wood sunglasses

เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ยังคงรูปแบบทรงของกรอบแว่นแนวยุโรป อเมริกาเช่นเคย
(ส่วนตัวชอบแบรนด์นี้เพราะโรงงานอยู่แถวสนามบินน้ำใกล้บ้านเจ้าของบล็อค)
เนื้องานละเอียดขึ้นเงาเหมาะที่จะโชว์ให้เห็นลายเส้นของไม้ที่ใช้ทำกรอบแว่น
และคุมโทนสีเนื้อไม้สวยงาม โดนน้ำได้ไม่ขึ้นรา ไม่พอง ไม่กรอบ ไม่เสียหาย
โดยแบรนด์นี้จะต้องสั่งทำล่วงหน้าก่อนจึงจะได้มาครอบครอง
แว่นมี 2 แนวคือแนวที่ทั้งตัวกรอบแว่นและขาเป็นไม้ทั้งหมด
และแนวตัวกรอบเป็นพลาสติกขาแว่นเป็นไม้
และยังสามารถสลักเป็นชื่อของตนเองได้อีกด้วย ราคาน่าชื่นชมเหมาะสมกับผลงานอีกแบรนด์หนึ่ง
สนใจคลิ๊กเข้าไปที่ลิ้งค์ด้านล่างเพื่อติดต่อจับจองกันได้เลย
https://www.facebook.com/little.wood.sunglasses

5. DECK Funglasses
แบรนด์แว่นตากันแดดแนวเฉี่ยวของเจ้าพ่อแร๊พเปอร์เมืองไทย Joey Boy
แบรนด์นี้เน้นสีสันที่ตัวกรอบแว่น ขาแว่น และตัวสีเคลือบเลนส์ สนุกตามคอนเซปของแบรนด์เลย
ตัวกรอบประยุกต์ทำมาจากไม้สเกตบอร์ด แนวคิดแหวกไม่เหมือนใครของเฮียโจอี้เขาเลย
สามารถเลือกสีเลือกแบบและสั่งทำได้เลย มีทั้งหมด 8 รุ่น
แต่นับว่าราคาสูงตามความแสบสันเลยทีเดียว อยู่ที่ 3000-5000 บาทโดยประมาณ
แถมยังเปิดตัวหน้าร้านที่สยามสแควร์ลองเดินไปเลือกซื้อเลือกชมกันได้
ช่องทางการเข้าถึงแว่นสุดเฟี้ยวนี้ http://www.deckthailand.com/

ทั้งหมดนี้เป็นสินค้าจากคนไทยทำ 100% เพื่อบุกเบิกแฟชั่นแว่นสายตาและแว่นกันแดดไทยสไตล์
ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและการตอบรับในเมืองไทยเป็นอย่างดี
อีกทั้งเจ้าของบล็อคต้องการส่งเสริมและแนะนำสินค้าที่ทำโดยคนไทย จึงเป็นที่มาของบทความนี้
อีกหนึ่งอย่างที่อยากจะส่งท้าย..


แนะนำสีของไม้
สีแดงแก่ได้มาจากไม้มะฮอกกานี ไม้เรดวูด ไม้มะค่า
สีน้ำตาลแก่ได้มาจากไม้วอล์นัท ไม้เมเปิ้ล
และสีน้ำตาลอ่อน(สีเนื้อ) ได้มาจากไม้โอ๊ค ไม้วอล์นัท ไม้สัก
อาจเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ช่วยตัวสินใจเลือกชนิดไม้ได้

Tuesday, August 27, 2013

Movie Review: Any Day Now (2012) - USA

Any day now (2012): Nobody died but i cry. In 1970s, Gender discrimination is commonly found! 
Rudy and Paul are falling in love and have the secret relationship. 
Their relationship against with the family law. 
Rudy wants to adopt Macro who is the Junkie woman's son next door. 
Gay family can be treat a boy, that is a question for 1970s. 
Parent's identity have effected to adopted child or not? 
Macro is a retard boy but he can learn to love, care and adore. 
The end of this movie never ending. Prove it!!


ย้อนกลับไปในยุคปี 1970s Rudy นักแสดงลิปซิงค์โชว์ในบาร์เกย์ผู้ซึ่งเช่าห้องอยู่ติดกับ Macro 

เด็กหนุ่มวัยรุ่นดาวน์ซินโดรมที่าศัยอยู่กับแม่ขี้ยา Mariana 
การคบกันแบบเปิดเผยระหว่าง Rudy และ Paul ทนายผู้ต้องการโลกใบใหม่ไม่ง่ายเลย 
ทั้งเรื่องงาน เรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และเรื่องชีวิตส่วนตัว 
การที่ Macro ถูกทิ้งไว้ในห้องเช่าภายหลังแม่ขี้ยาถูกจับเข้าคุก 
เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่าครอบครัวใหม่ 
ระหว่างการดำเนินเรื่องช่วงแรกอิ่มเอมไปกับคำว่าครอบครัว
ซึ่งมี Rudy และ Paul คอยดูแลเอาใจใส่ Macro เหมือนลูกของพวกเค้าเอง 
แต่เป็นไปในเงื่อนไขของการปดปิดความสัมพันธ์ของกันและกันต่อสังคมภายนอก 
เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมายและจารีตของยุคนั้น

Macro เป็นเด็กผู้ชายที่สามารถรับรู้ทุกคำพูด ทุกสีหน้าท่าทางและอารมณ์ของคนรอบตัวเค้าได้ดี 
ส่วนจะเข้าอย่างลึกซึ้งหรือไม่นั้น ไม่มีการคาดเดาได้ 
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดคือการรับความรู้สึกของ Rudy และ Paul ซึ่งคงไม่ต่างจากรักแบบไม่มีเงื่อนไข การถ่ายทอดอารมณ์ของ Rudy ต่อ Macro ทำให้คิดว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างเหลือเชื่อ
ลืมไปก่อนเรื่องเกย์ และเรื่องเด็กไอคิวต่ำ

สิ่งสำคัญที่เป็นตัวบ่งบอกได้ถึงความเป็นครอบครัวที่ดีที่สุดคือสายใยรักระหว่างคนในครอบครัว 
ความรักและการดูแลเอาใจใส่ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ 
ตุ๊กตาผู้หญิง ผู้ปกครองเกย์ เด็กชายดาวน์ซินโดรม IQ พันธุกรรม 
คงไม่ใช่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงต่อการเป็นครอบครัวที่พร้อมจะรักและดูแลกันและกัน 
หากแต่สังคม กฏหมาย การแพทย์ก็ยังเข้าไปล้อมกรอบการเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ (Perfect family)
โดยมิได้ตระหนักถึงความที่มันเป็นเพียงภาพมายา (Illusion) ของความเกลียดชัง
การต่อสู้ทางกฏหมายเริ่มต้นขึ้นเมื่อความสัมพันธ์ระหว่าง Rudy และ Paul ถูกเปิดโปง 
การดิ้นรนต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้น


ข้าพเจ้าเคยเข้าไปตอบคอมเม้นท์หนึ่งที่ถามว่า 
"ที่น่าสนใจคือ โตมาแล้ว จะเลือกเป็นเกย์เหมือนพ่อแม่หรือยังคงเป็นผู้ชายเหมือนเดิม" 
และ "แล้วสรุปลูกโตมาเป็นเพศที่สามรึเปล่าคะ?" 
คำตอบตอนนั้นคือ "ในเรื่องเด็กเป็นดาวน์ซินโดรมค่ะ เรื่องโครโมโซมเพศกะพัฒนาการทางสมอง
ก็น่าจะผิดปกติด้วย ส่งผลต่อการเรียนรู้และการฟอร์มเป็นบุคลิกภาพหลายๆอย่างค่ะ 
หนังน่าจะสื่อเรื่องความสุขของการเลี้ยงดู อยู่ด้วยกันมากกว่านะคะ" นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกต่อหนัง


ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าผิดอย่างนึงคือ เด็กดาวน์ซินโดรมมีพัฒนาการทางสมองในการเรียนรู้ที่ล่าช้าเท่านั้น 
เรื่องแรงขับทางเพศ (Sex drive) ยังคงมีอยู่ 
แต่ก็ขึ้นอยู่กับการถูกฝึกและพัฒนาให้เข้าใจและจัดการอารมณ์ที่เหมาะสม 
ในหนังข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งในการแสดงออกของ Macro รับบทโดย Isaac Leyva 
กลับมาที่เรื่องการฟอร์มบุคลิกภาพ Macro ยังแต่งตัวเป็นผู้ชาย 
ลักษณะนิสัยหรือรสนิยมทางเพศหนังไม่ได้กล่าวถึง แต่มักจะติดตุ๊กตาผู้หญิงไว้กับตัวเสมอ 
ตุ๊กตาผู้หญิง (Doll) เป็นสัญลักษณ์แทนแม่ของ Macro 
เด็กยังไงก็ยังผูกพันกับคนที่คลอดตนเองออกมา และถึงแม้จะถูกเลี้ยงดูโดยไม่ใส่ใจ  
และแวดล้อมด้วยเพื่อนชายขี้ยาของแม่ ยาเสพย์ติด เพลงเฮฟวี่เมทัลร็อคหนักๆ 
และการไม่ได้รับการพัฒนาการศึกษาก็ตาม 
การกอด Doll จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ Macro ผ่านพ้นแต่ละวันต่อโลกภายนอก
และความมืดภายในห้องบนเตียงของบ้านเลี้ยงเด็กฉุกเฉิน

ข้าพเจ้าเชื่อเสมอและตลอดเวลาว่าการเป็นครอบครัวคือการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน 
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เพื่อดำเนินไปถึงวาระสุดท้ายของชีวิต 
ไม่แปลกที่จะมีครอบครัวแบบใหม่เกิดขึ้น หญิง-ชาย เกย์-เกย์ เลส-เลส ตุ๊ด-ทอม FTM-MTF 
ครอบครัวเหล่านี้ประกอบขึ้นจากพื้นฐานความรักทั้งหมด 
การครอบคำว่าครอบครัวด้วยกฏหมายซึ่งปราศจากการมองภาพรวมและสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นในสังคม 
คือความล้มเหลวในการดูแลสิทธิของคนภายในประเทศ 
โลกใบนี้เปลี่ยนไปทุกวันๆ การยึดเหนี่ยวตัวเองไว้กับสิ่งหนึ่งคงไม่ใช่หลักของชีวิตมนุษย์สักเท่าใดนัก 
การที่มนุษย์มี Pre-frontal brain อาจเป็นสิ่งที่ตระหนักได้ว่าเราไม่ใช่ Sex machine 
การพัฒนาสังคมและโลกใบนี้น่าจะเป็นเหตุผลหลักของการมีสมองที่สัตว์อื่นๆยังไม่พัฒนาถึงขั้นนี้ได้
และยังทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่ดูแลและขับเคลื่อนระบบนิเวศน์สิ่งต่างๆบนโลกใบนี้อยู่ได้ 
เชื่อในตนเอง เชื่อในความรัก และเชื่อเถอะว่าการเป็นครอบครัวไม่ได้หยุดอยู่เพียงชายและหญิงเท่านั้น
ความรัก ความเอาใจใส่ต่างหากที่หล่อหลอมความเป็นครอบครัวขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์

 ภาพประกอบภาพนี้จาก http://www.familleslgbt.org/youth.php?lang=en